โปรแกรม Profhilo กับ Sculptra เป็นหัตถการด้านความงามที่ถูกพูดถึงอย่างมากในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เพราะทั้งสองชนิดถูกจัดอยู่ในกลุ่มสารฟื้นฟูสภาพผิว ซึ่งแม้จะมีกลุ่มเป้าหมายที่คล้ายกัน แต่เทคโนโลยีและหลักการทำงานของทั้งสองตัวนี้ก็ต่างกัน การเข้าใจถึงหลักการทำงานและคุณสมบัติจึงช่วยให้ตัดสินใจเลือกได้ง่ายขึ้น
สรุปประเด็นสำคัญ
Profhilo และ Sculptra เป็นหัตถการกลุ่ม Biostimulator ที่ช่วยฟื้นฟูผิวและกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน แต่ใช้สารประกอบและเทคโนโลยีต่างกัน
- Profhilo ใช้ Hyaluronic Acid (HA) ชนิดพิเศษความบริสุทธิ์สูงจาก NAHYCO® Hybrid Technology เน้นฟื้นฟูผิวทุกชั้น เพิ่มความชุ่มชื้น กระชับผิว เห็นผลเร็ว ทำเพียง 2 ครั้ง ห่างกัน 1 เดือน และผลลัพธ์ของ Profhilo อยู่ได้ 6–12 เดือน
- Sculptra ใช้สาร Poly-L-Lactic Acid (PLLA) ช่วยกระตุ้นคอลลาเจนในชั้นผิวลึกแบบค่อยเป็นค่อยไป เหมาะกับปัญหาริ้วรอยลึกและความหย่อนคล้อย ต้องทำ 3 ครั้งขึ้นไป ผลลัพธ์อยู่ได้นานกว่า 18–24 เดือน
Profhilo กับ Sculptra ต่างกันอย่างไร? มีจุดเด่นอะไร?
โดยทั้งสองตัวยา แตกต่างกันหลายอย่าง แต่ที่เห็นได้ชัดคือ ส่วนประกอบ
โดย Profhilo มีส่วนประกอบหลักคือ Hyaluronic Acid หรือ HA ชนิดพิเศษที่มีความบริสุทธิ์สูง มีคุณสมบัติเด่นในการกระตุ้นเซลล์ผิว เป็น Biostimulator ที่เพิ่งเข้ามาในประเทศไทยเมื่อปี 2024 และมีคุณสมบัติที่โดดเด่นกว่าตัวยากระตุ้นการสร้างคอลลาเจนทั่วไปในท้องตลาด เพราะสามารถฟื้นฟูและปรับโครงสร้างผิวด้วยการกระตุ้นการคอลลาเจนและอีลาสตินได้ในทุกชั้นผิว ตั้งแต่ชั้นผิวหนังกำพร้า ชั้นหนังแท้ และชั้นใต้ผิวหนัง เน้นการฟื้นฟูสภาพผิวโดยรวม ผลิตจากเทคโนโลยีที่ได้รับการจดสิทธิบัตรเฉพาะ NAHYCO® Hybrid Technology ผ่านการรับรองมาตรฐาน FDA จากสหรัฐอเมริกา และ อย. จากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา จุดเด่นของ โปรฟิโล กับ สเก้าตร้า คือ Profhilo สามารถฉีดที่ผิวชั้นตื้นได้ แต่ Sculptra ไม่สามารถทำได้
👉 อ่านเพิ่มเติม : โปรแกรม Profhilo ช่วยเรื่องอะไร เหมาะกับปัญหาผิวแบบไหน?
ส่วน Sculptra เป็นสารกระตุ้นคอลลาเจนที่มีส่วนประกอบหลักคือสาร Poly-L-Lactic (PLLA) หรือเป็นสารชนิดเดียวกับไหมละลายที่ใช้ทางการแพทย์ มีคุณสมบัติเด่นในการกระตุ้นการทำงานของเซลล์ Fibroblast เพื่อสร้าง Collagen Type I และอีลาสตินในผิวชั้นลึก เพื่อให้ผิวผลิตคอลลาเจนได้มากขึ้น ช่วยให้ผิวแน่น กระชับ อิ่มฟู และมีโครงสร้างที่แข็งแรง จุดเด่นของ Sculptra คือเป็นสารกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนด้วยกลไกธรรมชาติ ช่วยแก้ปัญหาผิวหย่อนคล้อยและริ้วรอยได้อย่างตรงจุด ช่วยให้ผิวกระชับ แข็งแรง นอกจากนี้ยังมีความแตกต่างในด้านอื่น ๆ ด้วย
- หลักการทำงาน Profhilo เน้นการกระตุ้นคอลลาเจนและอีลาสตินในทุกชั้นผิวเพื่อฟื้นฟูสภาพผิวจากโครงสร้าง ส่วน Sculptra เน้นการกระตุ้นคอลลาเจนในผิวชั้นลึกอย่างเป็นธรรมชาติ และค่อยเป็นค่อยไป
- จำนวนครั้งที่ทำ Profhilo ควรทำให้ครบ 2 ครั้ง เพื่อผลลัพธ์ที่ชัดขึ้น โดยห่างกัน 1 เดือน ส่วน Sculptra ควรทำอย่างน้อย 3 ครั้ง แต่ละครั้งห่างกัน 1 เดือน
- ตำแหน่งที่ฉีดได้ Profhilo สามารถฉีดได้ทั้งใบหน้า ลำคอ และลำตัว เช่น หน้าท้อง แขน ขา มือ เพื่อลดความหย่อนคล้อย ส่วน Sculptra สามารถฉีดได้ที่บริเวณขมับ หน้าแก้ม ขากรรไกร และคาง
- ผลลัพธ์ Profhilo ผลลัพธ์อยู่ได้นาน 6 – 12 เดือน ส่วน Sculptra ผลลัพธ์อยู่ได้นาน 18 – 24 เดือน
- ผลข้างเคียง Profhilo อาจมีรอยแดงช้ำเล็กน้อยหลังฉีด ส่วน Sculptra อาจทำให้รู้สึกตึงหรือมีตุ่มนูนขึ้นเล็กน้อยหลังฉีด บางรายอาจมีอาการบวมช้ำ ซึ่งถือเป็นอาการที่ปกติ สามารถหายไปเองได้
👉 อ่านเพิ่มเติม : โปรแกรม Sculptra รีวิว ดีจริงไหม ผลลัพธ์อยู่ได้นานแค่ไหน
Profhilo กับ Sculptra แบบไหนเหมาะกับคุณ เลือกแบบไหนดี?
- เลือกให้เหมาะกับปัญหาผิว เพราะ โปรฟิโล กับ สเก้าตร้า มีกลไกการทำงานที่ต่างกัน จึงควรเลือกจากสภาพผิวเป็นหลัก หากต้องการฟื้นฟูสภาพผิวโดยรวม ยกกระชับ หรือเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิว เหมาะกับ Profhilo แต่หากต้องการเพิ่มวอลลุ่มให้ผิว แก้ปัญหาริ้วรอย ร่องลึก และความหย่อนคล้อย เหมาะสำหรับ Sculptra
- ความเหมาะสมของช่วงวัย Profhilo เหมาะสำหรับคนที่อยากฟื้นฟูสภาพผิวให้แข็งแรงและกระชับขึ้นเพื่อให้ผิวดูสุขภาพดีอยู่เสมอ ไม่จำเป็นต้องมีปัญหาเรื่องริ้วรอยหรือความหย่อนคล้อยก็สามารถทำได้ ส่วน Sculptra เหมาะสำหรับวัย 40+ ที่มีปัญหาเรื่องริ้วรอยและความหย่อนคล้อย เพื่อให้ผิวกลับมาดูอ่อนวัยอีกครั้ง
- ความต้องการด้านผลลัพธ์ สำหรับใครที่อยากเห็นผลลัพธ์เร็ว Profhilo ถือว่าตอบโจทย์ได้ดี เพราะทำเพียง 2 ครั้งก็สามารถเห็นผลลัพธ์ได้ชัดใน 2 เดือน แต่หากใครที่ต้องการให้ผลลัพธ์อยู่ได้นาน Sculptra ก็ถือเป็นการลงทุนที่ให้ผลได้ดีในระยะยาว
- ประเมินโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ การเลือก โปรฟิโล กับ สเก้าตร้า ไม่ควรเลือกด้วยตัวเองเพียงอย่างเดียว แต่ควรเข้าไปปรึกษาแพทย์เพื่อให้แพทย์ประเมินสภาพผิวและแนะนำวิธีการรักษาที่เหมาะสม เพราะแต่ละคนมีสภาพผิวและปัญหาที่ต่างกัน เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่มีประสิทธิภาพและปลอดภัย
👉 อ่านเพิ่มเติม : โปรแกรม Sculptra ราคาเท่าไหร่ ควรฉีดกี่ขวดดี?
สรุป
จะเห็นว่า profhilo และ sculptra นั้นต่างกันหลายอย่าง แม้ว่าจะเป็นสารกระตุ้นคอลลาเจนเหมือนกันแต่มีส่วนประกอบที่ต่างกัน แตกต่างกันทั้งกลไกการทำงาน คุณสมบัติ ผลลัพธ์ ปริมาณที่ใช้ในการฉีด และตำแหน่งที่ฉีด การฉีดจึงไม่ควรเลือกจากความชอบเพียงอย่างเดียว แต่ควรเลือกผลิตภัณฑ์ที่เหมาะกับสภาพผิว อายุของผลลัพธ์ และปัจจัยอื่น ๆ ร่วมด้วย เพื่อให้ผลลัพธ์ออกมาตรงกับความต้องการ เห็นผลลัพธ์ได้ชัดเจน และมีความปลอดภัย

