Profhilo กับ Radiesse แตกต่างกันอย่างไร? ควรเลือกอย่างไร?

Profhilo กับ Radiesse
ผู้เขียน : ทีมแพทย์ DoctorTony Clinicหมวดหมู่ : Profhiloอัปเดตล่าสุด : 10 ธันวาคม 2025

Profhilo กับ Radiesse เป็นสารกระตุ้นการผลิตคอลลาเจนที่หลายคนสงสัยว่าต่างกันอย่างไร? เพราะแม้จะถูกใช้เพื่อยกกระชับและฟื้นฟูผิวเหมือนกัน แต่พื้นฐานของสารที่ใช้ กลไกการออกฤทธิ์ รูปแบบผลลัพธ์กลับไม่เหมือนกัน ดังนั้น ก่อนเลือก ว่าควรทำตัวไหนดี ไปทำความรู้จักกันให้มากขึ้นก่อนว่าแต่ละแบบดีอย่างไร และควรเลือกแบบไหนให้เหมาะกับตัวเอง

สรุปประเด็นสำคัญ

สารประกอบต่างกัน

  • Phofhilo = HA เติมน้ำ ฟื้นฟูผิว
  • Radiesse = CaHA กระตุ้นคอลลาเจนลึก เพิ่มวอลลุ่ม

ผลลัพธ์

  • Phofhilo: ผิวชุ่มชื้น เด้ง ใส กระชับ
    Radiesse: ลดร่องลึก ยกกระชับชัด ฟื้นโครงสร้างผิว

อายุผลลัพธ์

  • Phofhilo: 6–12 เดือน
  • Radiesse: 1–2 ปี

จำนวนครั้งที่แนะนำ

  • Phofhilo: 2 ครั้ง ห่าง 1 เดือน
  • Radiesse: 2–3 ครั้ง ห่าง 4–6 สัปดาห์

เหมาะกับใคร

  • Phofhilo: ผิวโทรม แห้ง ขาดน้ำ หลุมสิว ริ้วรอยเล็กน้อย
  • Radiesse: ร่องลึก ความหย่อนคล้อย ผิวบาง วัย 30+

สามารถฉีดร่วมกันได้ หากแพทย์ประเมินว่าเหมาะสม

Profhilo กับ Radiesse แตกต่างกันอย่างไร?

  • สารประกอบ Profhilo และ radiesse แตกต่างกันอย่างชัดเจนในเรื่องของสารประกอบ โดย Profhilo มีสารประกอบหลักเป็นไฮยาลูโรนิก แอซิด (Hyaluronic Acid) หรือ HA ที่มีความเข้มข้นสูง ส่วน Radiesse มีสารประกอบหลักคือ สารแคลเซียมไฮดรอกซีแอพาไทต์ (Calcium Hydroxylapatite) หรือ CaHA ที่พบได้ในร่างกาย เป็นสารที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ โดยทั้งสองถือเป็นสารกระตุ้นการผลิตคอลลาเจน (Biostimulator) เช่นเดียวกัน
profhilo ทำงานยังไง
  • กลไกลการทำงาน Profhilo ทำงานด้วยการกระตุ้นการผลิตคอลลาเจน ชนิดที่ 1, 3 , 4 และอีลาสติน กระตุ้นเซลล์ผิว เติมความชุ่มชื้น และช่วยปรับโครงสร้างผิว (Bio-remodeling) ได้ทุกชั้นผิว ตั้งแต่ชั้นหนังกำพร้า ชั้นหนังแท้ และชั้นใต้ผิวหนัง ส่วน Radiesse เป็นสารอนุภาคขนาดเล็กที่ช่วยกระตุ้นการผลิตคอลลาเจนในร่างกายแบบองค์รวม กระตุ้นการทำงานของเซลล์ให้ผลิตคอลลาเจนชนิดที่ 1 และ 3 และอีลาสตินในผิวชั้นลึก กระตุ้นการสร้างเส้นเลือดฝอยใต้ชั้นผิว และฟื้นฟูโครงสร้างผิว
  • คุณสมบัติเฉพาะตัว Profhilo และ radiesse มีคุณสมบัติที่ต่างกัน โดย Profhilo มีคุณสมบัติที่ไม่จับตัวเป็นก้อน ไม่ขึ้นรูป สามารถแพร่กระจายในชั้นผิวได้ทันทีหลังฉีด ไม่ต้องฉีดทั่วทั้งใบหน้า ฉีดเพียง 5 จุดตัวยาก็สามารถกระจายได้อย่างทั่วถึง ช่วยเติมเต็มความชุ่มชื้นให้ผิว ทำให้ผิวนุ่มชุ่มชื้น กระชับ ยืดหยุ่น ช่วยปรับโครงสร้างผิวให้แข็งแรง และยังสามารถแก้ปัญหาผิวหย่อนคล้อยหรือหลุมสิวได้ ส่วน Radiesse สามารถฟื้นฟูผิวได้จากโครงสร้างผิวชั้นลึก ช่วยเติมเต็มร่องลึก แก้ปัญหาริ้วรอย แห้งกร้าน ความหย่อนคล้อย ช่วยยกกระชับผิวให้เต่งตึง อิ่มฟู ช่วยฟื้นฟูโครงสร้างผิวได้ในระยะยาว

👉 อ่านเพิ่มเติม : โปรแกรม Profhilo กับ Sculptra แตกต่างกันอย่างไร?

radiesse ทำงานยังไง
  • อายุของผลลัพธ์ Profhilo ผลลัพธ์อยู่ได้นาน 6 – 12 เดือน หลังทำ 7 – 14 วันจะเริ่มสังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลง โดยผลลัพธ์จะชัดเจนที่สุดในช่วง 1 – 2 ครั้ง ส่วน Radiesse ผลลัพธ์อยู่ได้นาน 1 – 2 ปี จะเริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลงได้ในช่วง 3 – 4 สัปดาห์หลังฉีด
  • ระยะห่างในการฉีด Profhilo ควรทำให้ครบ 2 ครั้ง ระยะห่างกัน 1 เดือน หลังจากนั้นสามารถฉีดเพื่อคงผลลัพธ์ได้ทุก 6 เดือน ส่วน Radiesse ควรฉีดติดต่อกัน 2 – 3 ครั้ง โดยเว้นระยะห่าง 4 – 6 สัปดาห์ต่อครั้ง หลังจากนั้นสามารถฉีดเพื่อคงผลลัพธ์ได้ทุก 12 – 18 เดือน
  • ตำแหน่งที่ฉีด Profhilo สามารถฉีดได้บนใบหน้า เทคนิคที่นิยมคือ BAP (Bio Aesthetic Points) เป็นการฉีด 5 จุดบนใบหน้าใน 1 ข้าง และฉีดเพื่อลดความหย่อนคล้อยได้ที่บริเวณลำคอ หน้าท้อง มือ แขน ขา เพื่อเพิ่มความกระชับได้ ส่วน Radiesse นิยมฉีดบริเวณใบหน้าเพื่อช่วยลดริ้วรอย ร่องลึก และความหย่อนคล้อย เช่น ร่องแก้ม มุมปาก ขมับ ริ้วรอยรอบดวงตา ลำคอ และหลังมือ
  • ชั้นผิวที่ฉีด Profhilo สามารถฉีดที่ผิวชั้นตื้นได้ แต่ Radiesse ไม่สามารถฉีดได้ โดยแพทย์จะฉีดตัวยาระนาบเข้าไปใต้ชั้นผิว เพื่อให้ตัวยาไปกระตุ้นการทำงานของไฟโบรบลาส (Fibroblasts)
  • ปริมาณยา Profhilo ใช้ปริมาณยา 1 – 2 ไซริงค์ต่อครั้ง โดย 1 ไซริงค์บรรจุ 2 cc. ส่วน Radiesse แพทย์จะพิจารณาเลือกใช้ในปริมาณ 0.5 – 1.5 cc. ขึ้นอยู่กับตำแหน่งที่ฉีดและปัญหาผิว

👉 อ่านเพิ่มเติม : โปรแกรม Profhilo ที่ไหนดี เลือกแพทย์และคลินิกอย่างไร?

Profhilo กับ Radiesse ควรเลือกแบบไหนดี?

Profhilo และ Radiesse หากต้องเลือกให้เหมาะกับตัวเอง แนะนำว่าควรเริ่มจากการวิเคราะห์สภาพผิวของตัวเองก่อนว่ามีปัญหาเรื่องอะไร เพื่อเลือกวิธีแก้ไขได้ตอบโจทย์ เช่น มีปัญหาริ้วรอยเล็กน้อย ผิวโทรม ไม่กระจ่างใส ขาดความชุ่มชื้น ผิวดูแก่กว่าวัย และปัญหาหลุมสิว เหมาะกับ Profhilo เพราะช่วยฟื้นฟูและปรับโครงสร้างผิว ช่วยให้ผิวดูสุขภาพดีขึ้น แต่หากใครที่มีปัญหาเรื่องริ้วรอย ร่องลึก ร่องแก้ม ร่องน้ำหมาก ความหย่อนคล้อย และริ้วรอยตามวัย เหมาะสำหรับการทำ Radiesse เพราะช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน ช่วยให้ผิวดูมีวอลลุ่ม อิ่มน้ำ ชุ่มชื้นขึ้น ริ้วรอยดูจางลง ผิวกระชับขึ้น เหมาะสำหรับวัย 30+ ที่ผิวเริ่มหย่อนคล้อยหรือมีริ้วรอย รวมถึงการพิจารณาจากความคุ้มค่า เพราะระยะเวลาของผลลัพธ์ที่ได้นั้นไม่เท่ากัน

สรุป

ได้ทราบกันไปแล้วว่า Profhilo กับ radiesse ต่างกันอย่างไร และควรเลือกแบบไหนดี? ซึ่งแต่ละแบบก็มีจุดเด่นที่ต่างกัน โดดเด่นกันคนละแบบ หากเลือกได้เหมาะสมกับตัวเองก็จะช่วยให้ได้ผลลัพธ์ที่ตรงตามต้องการ นอกจากนี้ Profhilo และ radiesse ยังสามารถฉีดร่วมกันได้ แต่ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์และความเหมาะสม ควรให้แพทย์ประเมินเป็นเคสไป

Doctor Tony Clinic
Privacy Overview

This website uses cookies so that we can provide you with the best user experience possible. Cookie information is stored in your browser and performs functions such as recognising you when you return to our website and helping our team to understand which sections of the website you find most interesting and useful.