Profhilo กับ Radiesse เป็นสารกระตุ้นการผลิตคอลลาเจนที่หลายคนสงสัยว่าต่างกันอย่างไร? เพราะแม้จะถูกใช้เพื่อยกกระชับและฟื้นฟูผิวเหมือนกัน แต่พื้นฐานของสารที่ใช้ กลไกการออกฤทธิ์ รูปแบบผลลัพธ์กลับไม่เหมือนกัน ดังนั้น ก่อนเลือก ว่าควรทำตัวไหนดี ไปทำความรู้จักกันให้มากขึ้นก่อนว่าแต่ละแบบดีอย่างไร และควรเลือกแบบไหนให้เหมาะกับตัวเอง
สรุปประเด็นสำคัญ
สารประกอบต่างกัน
- Phofhilo = HA เติมน้ำ ฟื้นฟูผิว
- Radiesse = CaHA กระตุ้นคอลลาเจนลึก เพิ่มวอลลุ่ม
ผลลัพธ์
- Phofhilo: ผิวชุ่มชื้น เด้ง ใส กระชับ
Radiesse: ลดร่องลึก ยกกระชับชัด ฟื้นโครงสร้างผิว
อายุผลลัพธ์
- Phofhilo: 6–12 เดือน
- Radiesse: 1–2 ปี
จำนวนครั้งที่แนะนำ
- Phofhilo: 2 ครั้ง ห่าง 1 เดือน
- Radiesse: 2–3 ครั้ง ห่าง 4–6 สัปดาห์
เหมาะกับใคร
- Phofhilo: ผิวโทรม แห้ง ขาดน้ำ หลุมสิว ริ้วรอยเล็กน้อย
- Radiesse: ร่องลึก ความหย่อนคล้อย ผิวบาง วัย 30+
สามารถฉีดร่วมกันได้ หากแพทย์ประเมินว่าเหมาะสม
Profhilo กับ Radiesse แตกต่างกันอย่างไร?
- สารประกอบ Profhilo และ radiesse แตกต่างกันอย่างชัดเจนในเรื่องของสารประกอบ โดย Profhilo มีสารประกอบหลักเป็นไฮยาลูโรนิก แอซิด (Hyaluronic Acid) หรือ HA ที่มีความเข้มข้นสูง ส่วน Radiesse มีสารประกอบหลักคือ สารแคลเซียมไฮดรอกซีแอพาไทต์ (Calcium Hydroxylapatite) หรือ CaHA ที่พบได้ในร่างกาย เป็นสารที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ โดยทั้งสองถือเป็นสารกระตุ้นการผลิตคอลลาเจน (Biostimulator) เช่นเดียวกัน
- กลไกลการทำงาน Profhilo ทำงานด้วยการกระตุ้นการผลิตคอลลาเจน ชนิดที่ 1, 3 , 4 และอีลาสติน กระตุ้นเซลล์ผิว เติมความชุ่มชื้น และช่วยปรับโครงสร้างผิว (Bio-remodeling) ได้ทุกชั้นผิว ตั้งแต่ชั้นหนังกำพร้า ชั้นหนังแท้ และชั้นใต้ผิวหนัง ส่วน Radiesse เป็นสารอนุภาคขนาดเล็กที่ช่วยกระตุ้นการผลิตคอลลาเจนในร่างกายแบบองค์รวม กระตุ้นการทำงานของเซลล์ให้ผลิตคอลลาเจนชนิดที่ 1 และ 3 และอีลาสตินในผิวชั้นลึก กระตุ้นการสร้างเส้นเลือดฝอยใต้ชั้นผิว และฟื้นฟูโครงสร้างผิว
- คุณสมบัติเฉพาะตัว Profhilo และ radiesse มีคุณสมบัติที่ต่างกัน โดย Profhilo มีคุณสมบัติที่ไม่จับตัวเป็นก้อน ไม่ขึ้นรูป สามารถแพร่กระจายในชั้นผิวได้ทันทีหลังฉีด ไม่ต้องฉีดทั่วทั้งใบหน้า ฉีดเพียง 5 จุดตัวยาก็สามารถกระจายได้อย่างทั่วถึง ช่วยเติมเต็มความชุ่มชื้นให้ผิว ทำให้ผิวนุ่มชุ่มชื้น กระชับ ยืดหยุ่น ช่วยปรับโครงสร้างผิวให้แข็งแรง และยังสามารถแก้ปัญหาผิวหย่อนคล้อยหรือหลุมสิวได้ ส่วน Radiesse สามารถฟื้นฟูผิวได้จากโครงสร้างผิวชั้นลึก ช่วยเติมเต็มร่องลึก แก้ปัญหาริ้วรอย แห้งกร้าน ความหย่อนคล้อย ช่วยยกกระชับผิวให้เต่งตึง อิ่มฟู ช่วยฟื้นฟูโครงสร้างผิวได้ในระยะยาว
👉 อ่านเพิ่มเติม : โปรแกรม Profhilo กับ Sculptra แตกต่างกันอย่างไร?
- อายุของผลลัพธ์ Profhilo ผลลัพธ์อยู่ได้นาน 6 – 12 เดือน หลังทำ 7 – 14 วันจะเริ่มสังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลง โดยผลลัพธ์จะชัดเจนที่สุดในช่วง 1 – 2 ครั้ง ส่วน Radiesse ผลลัพธ์อยู่ได้นาน 1 – 2 ปี จะเริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลงได้ในช่วง 3 – 4 สัปดาห์หลังฉีด
- ระยะห่างในการฉีด Profhilo ควรทำให้ครบ 2 ครั้ง ระยะห่างกัน 1 เดือน หลังจากนั้นสามารถฉีดเพื่อคงผลลัพธ์ได้ทุก 6 เดือน ส่วน Radiesse ควรฉีดติดต่อกัน 2 – 3 ครั้ง โดยเว้นระยะห่าง 4 – 6 สัปดาห์ต่อครั้ง หลังจากนั้นสามารถฉีดเพื่อคงผลลัพธ์ได้ทุก 12 – 18 เดือน
- ตำแหน่งที่ฉีด Profhilo สามารถฉีดได้บนใบหน้า เทคนิคที่นิยมคือ BAP (Bio Aesthetic Points) เป็นการฉีด 5 จุดบนใบหน้าใน 1 ข้าง และฉีดเพื่อลดความหย่อนคล้อยได้ที่บริเวณลำคอ หน้าท้อง มือ แขน ขา เพื่อเพิ่มความกระชับได้ ส่วน Radiesse นิยมฉีดบริเวณใบหน้าเพื่อช่วยลดริ้วรอย ร่องลึก และความหย่อนคล้อย เช่น ร่องแก้ม มุมปาก ขมับ ริ้วรอยรอบดวงตา ลำคอ และหลังมือ
- ชั้นผิวที่ฉีด Profhilo สามารถฉีดที่ผิวชั้นตื้นได้ แต่ Radiesse ไม่สามารถฉีดได้ โดยแพทย์จะฉีดตัวยาระนาบเข้าไปใต้ชั้นผิว เพื่อให้ตัวยาไปกระตุ้นการทำงานของไฟโบรบลาส (Fibroblasts)
- ปริมาณยา Profhilo ใช้ปริมาณยา 1 – 2 ไซริงค์ต่อครั้ง โดย 1 ไซริงค์บรรจุ 2 cc. ส่วน Radiesse แพทย์จะพิจารณาเลือกใช้ในปริมาณ 0.5 – 1.5 cc. ขึ้นอยู่กับตำแหน่งที่ฉีดและปัญหาผิว
👉 อ่านเพิ่มเติม : โปรแกรม Profhilo ที่ไหนดี เลือกแพทย์และคลินิกอย่างไร?
Profhilo กับ Radiesse ควรเลือกแบบไหนดี?
Profhilo และ Radiesse หากต้องเลือกให้เหมาะกับตัวเอง แนะนำว่าควรเริ่มจากการวิเคราะห์สภาพผิวของตัวเองก่อนว่ามีปัญหาเรื่องอะไร เพื่อเลือกวิธีแก้ไขได้ตอบโจทย์ เช่น มีปัญหาริ้วรอยเล็กน้อย ผิวโทรม ไม่กระจ่างใส ขาดความชุ่มชื้น ผิวดูแก่กว่าวัย และปัญหาหลุมสิว เหมาะกับ Profhilo เพราะช่วยฟื้นฟูและปรับโครงสร้างผิว ช่วยให้ผิวดูสุขภาพดีขึ้น แต่หากใครที่มีปัญหาเรื่องริ้วรอย ร่องลึก ร่องแก้ม ร่องน้ำหมาก ความหย่อนคล้อย และริ้วรอยตามวัย เหมาะสำหรับการทำ Radiesse เพราะช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน ช่วยให้ผิวดูมีวอลลุ่ม อิ่มน้ำ ชุ่มชื้นขึ้น ริ้วรอยดูจางลง ผิวกระชับขึ้น เหมาะสำหรับวัย 30+ ที่ผิวเริ่มหย่อนคล้อยหรือมีริ้วรอย รวมถึงการพิจารณาจากความคุ้มค่า เพราะระยะเวลาของผลลัพธ์ที่ได้นั้นไม่เท่ากัน
สรุป
ได้ทราบกันไปแล้วว่า Profhilo กับ radiesse ต่างกันอย่างไร และควรเลือกแบบไหนดี? ซึ่งแต่ละแบบก็มีจุดเด่นที่ต่างกัน โดดเด่นกันคนละแบบ หากเลือกได้เหมาะสมกับตัวเองก็จะช่วยให้ได้ผลลัพธ์ที่ตรงตามต้องการ นอกจากนี้ Profhilo และ radiesse ยังสามารถฉีดร่วมกันได้ แต่ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์และความเหมาะสม ควรให้แพทย์ประเมินเป็นเคสไป

