หลายคนอาจเคยได้ยินเกี่ยวกับการ ดื้อโบท็อก กันมาบ้างแล้ว แต่อาจยังไม่ทราบว่าคืออะไร มีสาเหตุมาจากอะไร มีอาการอย่างไร อันตรายไหม และมีวิธีการแก้ไขและป้องกันอย่างไร? วันนี้เราจะพาไปทำความรู้จักกันเพื่อป้องกันและแก้ไขกันอย่างถูกวิธี และปลอดภัย
ดื้อโบท็อก คืออะไร?
ภาวะดื้อโบท็อก คือภาวะที่ร่างกายไม่ตอบสนองต่อสาร Botulinum Toxin A หลังการฉีด ส่งผลให้ตัวยาไม่ออกฤทธิ์ หรือออกฤทธิ์ได้น้อยกว่าปกติ ทำให้ไม่เห็นผลลัพธ์ตามที่คาดหวังไว้ เช่น ริ้วรอยไม่ลด กล้ามเนื้อไม่คลายตัว หรือผลลัพธ์อยู่ได้ไม่นาน แม้จะเปลี่ยนยี่ห้อโบท็อก เปลี่ยนตำแหน่งฉีด หรือเปลี่ยนแพทย์ผู้ทำหัตถการแล้วก็ตาม
ภาวะดื้อโบท็อกอาจเกิดขึ้นได้ทั้งในผู้ที่ฉีดโบท็อกเป็นประจำและผู้ที่พึ่งเคยฉีด บางรายอาจเห็นผลดีในช่วงแรก แต่เมื่อฉีดซ้ำในครั้งต่อๆ ไปกลับเห็นผลน้อยลง ต้องใช้ปริมาณยามากขึ้น หรือไม่เห็นผลเลย ซึ่งเกิดจากร่างกายมีการสร้างภูมิคุ้มกันต่อตัวยา (หรือพูดง่ายๆ ร่างกายต่อต้านโบท็อก) ทำให้ประสิทธิภาพของโบท็อกลดลง
ภาวะดื้อโบท็อกไม่ใช่อันตรายร้ายแรงต่อร่างกาย แต่จะทำให้การฉีดโบท็อกเห็นผลน้อยลงหรือไม่ได้ผล ส่งผลให้เสียทั้งเวลา ค่าใช้จ่าย และความคุ้มค่าในการรักษา ดังนั้นการทำความเข้าใจภาวะดื้อโบท็อกให้ถูกต้อง และป้องกันตั้งแต่เริ่มต้น จึงช่วยให้การฉีดโบท็อกปลอดภัย เห็นผลชัด และคงผลลัพธ์ได้นานยิ่งขึ้น
ดื้อโบท็อก เกิดจากอะไร?
ภาวะดื้อโบท็อก คือการฉีดสาร Botulinum Toxin A เข้าไปแล้วแต่ตัวยาไม่ออกฤทธิ์ ทำให้ไม่เห็นผลหรือไม่ได้ผลลัพธ์ตามที่ต้องการ แม้ว่าจะเปลี่ยนยี่ห้อตัวยาหรือเปลี่ยนแพทย์แล้วก็ตาม ภาวะดื้อ Botox สามารถเกิดได้หลายปัจจัย ดังนี้
- พันธุกรรม เกิดจากร่างกายการที่ร่างกายต่อต้านสาร Botulinum Toxin A หรือสารโบท็อก ทำให้ฉีดแล้วไม่เห็นผล เป็นภาวะที่ไม่สามารถรักษาให้หายได้ เนื่องจากเป็นสิ่งที่เกิดจากพันธุกรรม สำหรับใครที่เคยฉีดมาแล้วแต่ไม่เห็นผลในครั้งแรก ควรแจ้งประวัติการฉีดให้แพทย์ทราบในครั้งต่อไป เพราะอาจเสี่ยงต่อภาวะดื้อ Botox ได้ ไม่ควรปกปิดข้อมูลการฉีดต่อแพทย์ เพราะจะทำให้ร่างกายได้รับปริมาณยาที่มากเกินไป และเสี่ยงต่อการดื้อยาได้
- การฉีดบ่อยเกินไป หรือฉีดติดต่อกันถี่เกินไป เช่น ฉีดมาแล้ว 1 – 2 เดือนแต่ไม่เห็นผลก็ไปฉีดใหม่อีกครั้งกับคลินิกใหม่ เมื่อร่างกายได้รับโปรตีนหรือสาร Botulinum Toxin A บ่อยเกินไปก็จะสร้างคุ้มกันเพิ่มขึ้น ทำให้ฉีดแล้วไม่เห็นผลหรือดื้อยานั่นเอง
- ฉีดในปริมาณที่มากเกินไป หลายคนคิดว่ายิ่งฉีดเยอะยิ่งดี แต่ทราบไหมว่าการฉีดที่ปลอดภัยนั้นไม่ควรฉีดเกิน 300 ยูนิตต่อครั้ง เพราะเมื่อร่างกายได้รับยาในปริมาณที่มากเกินจำเป็นจะทำให้เกิดการตกค้างในร่างกาย ซึ่งนอกจากจะไม่เห็นผลแล้วยังเสี่ยงต่อภาวะดื้อยาด้วย
- Botox ปลอม ไม่ได้มาตรฐาน หรือการฉีดกับหมอเถื่อน หมอกระเป๋า คลินิกเถื่อน ที่มีราคาถูกเกินไป เสี่ยงต่อของปลอมได้ เพราะมีการลักลอบนำเข้ามา แล้วนำมาฉีดให้กับคนไข้ตามสถานที่ต่าง ๆ ที่นัดหมายในราคาถูก ทำให้ตัวยาเสื่อมสภาพจากการจัดเก็บที่ไม่ถูกวิธี ประสิทธิภาพลดลง ทำให้ไม่เห็นผลและเสี่ยงต่อภาวะดื้อยา เนื่องจาก Botox นั้นเป็นยาเย็นที่ควรเก็บในอุณหภูมิที่ไม่เกิน 2 – 8 องศาเซลเซียส
ดื้อโบท็อกมีอาการอย่างไร?
ลักษณะอาการมักจะเกิดขึ้นหลังจากที่ฉีดโบท็อกซ์มาเป็นระยะเวลานาน เพราะภูมิคุ้มกันของร่างกายถูกกระตุ้นโดยส่วนประกอบหนึ่งของโบท็อกซ์ให้ต่อต้าน หรือใช้โบท็อกซ์ที่ไม่มีคุณภาพ ไม่ผ่านการรับรองจาก อย. ทำให้เกิดอาการเช่น
- ฉีดกรามแต่กรามไม่ลด แม้จะเพิ่มปริมาณก็ยังไม่เห็นผล
- ฉีดริ้วรอย แต่ริ้วรอยไม่จางหายไป หรือจางหายไปน้อยกว่าที่เคยฉีด
- เมื่อฉีดโบท็อกซ์ไปแล้ว ระยะเวลาในการสลายเร็วขึ้นกว่าเดิม
ดื้อโบท็อกควรแก้ไขและป้องกันอย่างไร?
ภาวะดื้อโบท็อกยังไม่มีวิธีการรักษา ต้องรอให้ภูมิต้านทานในร่างกายหมดฤทธิ์ ซึ่งอาจใช้เวลารอนาน 3 – 10 ปี หรืออาจมากกว่านั้น บางรายสามารถกลับมาฉีดแล้วเห็นผล บางรายอาจไม่เห็นผล แต่สามารถป้องกันได้ ดังนี้
- เลือกฉีดกับคลินิกที่ได้มาตรฐาน ดำเนินงานโดยแพทย์และมีใบอนุญาตประกอบกิจการสถานพยาบาล มีป้ายชื่อคลินิกและเลขที่ใบอนุญาตที่ถูกต้องตามกฎหมาย มีระบบการควบคุมการติดเชื้อที่มีมาตรฐาน พื้นที่ให้บริการมีการแบ่งสัดส่วนกันอย่างชัดเจน มีป้ายชื่อป้ายคลินิก แสดงรายชื่อผู้ประกอบวิชาชีพพร้อมเลขที่ใบประกอบวิชาชีพ ควรหลีกเลี่ยงคลินิกที่ไม่ได้มาตรฐาน ไม่ถูกสุขลักษณะ ไม่มีระบบการควบคุมการติดเชื้อ
- เลือกแพทย์ที่มีประสบการณ์และมีใบประกอบวิชาชีพ สามารถตรวจสอบรายชื่อแพทย์ผู้ให้บริการได้จากเว็บไซต์ของแพทยสภา ควรเลือกฉีดกับแพทย์ที่มีประสบการณ์โดยตรง และสามารถให้ข้อมูลหรือคำแนะนำได้อย่างชัดเจน
- ตรวจสอบผลิตภัณฑ์ให้มั่นใจก่อนฉีด ควรตรวจสอบผลิตภัณฑ์ก่อนฉีดด้วยตัวเอง เพื่อให้มั่นใจว่าเป็นของใหม่ที่เพิ่งแกะกล่อง เป็นของแท้ที่ได้มาตรฐาน ไม่ชำรุดหรือผ่านการเปิดใช้งานมาแล้ว
- ควรให้แพทย์ผสมยาต่อหน้าเท่านั้น เพื่อให้มั่นใจว่าเป็นยาที่แกะและผสมใหม่ เนื่องจากแต่ละคนอาจใช้ปริมาณยาที่ไม่เท่ากัน ทำให้มั่นใจว่ายาไม่ถูกผสมทิ้งไว้นานจนเสื่อมสภาพหรือตกค้าง
- เว้นระยะการฉีดที่เหมาะสม ควรเว้นระยะจากการฉีดครั้งล่าสุดอย่างน้อย 3 เดือน แต่ไม่ควรเกิน 5 – 6 เดือน เพราะจะทำให้กล้ามเนื้อต่าง ๆ กลับมาทำงานได้ตามปกติ หากเว้นระยะห่างนานเกินไป การฉีดซ้ำอาจทำให้เห็นผลช้าหรือต้องใช้ยาในปริมาณที่มากขึ้น เพื่อให้เห็นผล
- แจ้งประวัติตามจริงต่อแพทย์ทุกครั้ง ไม่ว่าจะเป็นประวัติร่างกาย ประวัติการฉีด การแพ้ยา การตั้งครรภ์ หรืออื่น ๆ เพราะส่งผลการทำงานของตัวยา ผลลัพธ์ และความปลอดภัย
สรุป
แม้ว่าภาวะดื้อโบท็อกจะไม่สามารถรักษาได้ แต่สามารถป้องกันได้ หากใครไม่อยากเสี่ยงต่อภาวะดื้อยา ควรหลีกเลี่ยงการฉีดกับคลินิกที่ไม่ได้มาตรฐาน ราคาถูกจนเกินไป และแพทย์ไม่มีใบประกอบวิชาชีพหรือขาดประสบการณ์ เพราะอาจทำให้เสี่ยงต่อภาวะดื้อยาและเกิดผลข้างเคียงได้


Pingback: ดื้อโบท็อกซ์ เกิดจากอะไร อันตรายไหม? - Doctor Tony Clinic