Subcision หลุมสิว คืออะไร? รักษาหลุมสิวได้จริงมั้ย?

Subcision หลุมสิว
ผู้เขียน : ทีมแพทย์ DoctorTony Clinicหมวดหมู่ : ปัญหาสิวอัปเดตล่าสุด : 30 ธันวาคม 2025

ปัญหา หลุมสิว เป็นรอยแผลเป็นที่ฝังลึกและสร้างความกังวลใจให้กับหลายคนไม่น้อย เพราะทำให้ผิวหน้าดูขรุขระ ไม่เรียบเนียน และยากต่อการปกปิดด้วยเครื่องสำอาง แม้จะมีเลเซอร์และทรีตเมนต์มากมายที่ช่วยกระตุ้นคอลลาเจน แต่สำหรับหลุมสิวบางประเภท โดยเฉพาะหลุมสิวที่มีพังผืดดึงรั้งอยู่ใต้ผิว การใช้เลเซอร์อย่างเดียวอาจให้ผลลัพธ์ไม่เต็มที่ ทำให้เกิดการพูดถึงหัตถการหนึ่งที่เข้ามาช่วยแก้ปัญหานี้ได้อย่างตรงจุด นั่นคือ ” Subcision หลุมสิว

Subcision หลุมสิว คืออะไร?

Subcision (ซับซิชั่น) เป็นหัตถการทางการแพทย์ที่ใช้ในการรักษา หลุมสิว ชนิดที่มีพังผืดดึงรั้งอยู่ใต้ผิวหนัง โดยเฉพาะหลุมสิวแบบ Rolling Scars (หลุมสิวแบบคลื่น) และบางกรณีของ Boxcar Scars (หลุมสิวแบบบ่อ) ที่มีขอบเขตไม่ชัดเจนนัก
หลักการทำงาน: แพทย์จะใช้เข็มพิเศษที่มีลักษณะปลายมน หรือปลายมีคม  สอดเข้าไปใต้ชั้นผิวหนังในบริเวณที่เป็นหลุมสิว จากนั้นจะทำการสะกิด กรีด หรือเซาะพังผืดที่ยึดเกาะอยู่ใต้หลุมสิวออก การตัดพังผืดเหล่านี้จะช่วยปลดปล่อยแรงดึงรั้งของผิว ทำให้หลุมสิวที่ยุบตัวลงไปคลายตัวและยกขึ้น นอกจากนี้ การเซาะด้วยเข็มยังเป็นการกระตุ้นให้เกิดการสร้างคอลลาเจนและเนื้อเยื่อใหม่ในบริเวณที่ทำการเซาะ ซึ่งจะช่วยเติมเต็มหลุมสิวให้ตื้นขึ้นอย่างต่อเนื่อง

Subcision หลุมสิว เหมาะกับใคร?

หัตถการ Subcision หลุมสิว เหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหา

  1. หลุมสิวชนิด Rolling Scars (หลุมสิวแบบคลื่น) ซึ่งเป็นหลุมสิวที่มีลักษณะเป็นแอ่งตื้นๆ กว้างๆ และมีขอบไม่ชัดเจน ดูคล้ายผิวเป็นคลื่น มีพังผืดใต้ผิวเป็นสาเหตุหลักที่ดึงรั้งผิวลงไป
  2. หลุมสิวชนิด Boxcar Scars บางกรณี โดยเฉพาะหลุมสิวที่มีลักษณะเป็นบ่อสี่เหลี่ยม หรือวงกลม แต่มีขอบเขตที่นุ่มนวลและไม่ลึกมากนัก
  3. หลุมสิวที่ไม่ตอบสนองต่อการรักษาด้วยเลเซอร์เพียงอย่างเดียว เมื่อใช้เลเซอร์กระตุ้นคอลลาเจนแล้วแต่หลุมสิวยังไม่ตื้นขึ้นเท่าที่ควร เนื่องจากมีพังผืดดึงรั้งอยู่
  4. ผู้ที่ต้องการผลลัพธ์ที่ชัดเจนและถาวรในหลุมสิวที่มีพังผืด

ข้อควรระวัง: Subcision อาจไม่เหมาะกับหลุมสิวชนิด Ice Pick Scars (หลุมสิวแบบจิก) เนื่องจากเป็นหลุมที่แคบและลึกมาก ซึ่งอาจต้องใช้วิธีการรักษาอื่นร่วมด้วย เช่น TCA CROSS หรือ Fractional Laser

ขั้นตอนการทำ Subcision รักษาหลุมสิว

  1. ทำความสะอาดและทายาชา: แพทย์จะทำความสะอาดใบหน้า และทายาชาบริเวณที่จะทำ Subcision ทิ้งไว้ประมาณ 30-45 นาที เพื่อลดความเจ็บปวด
  2. ฉีดยาชาเฉพาะจุด เมื่อยาชาออกฤทธิ์ แพทย์อาจฉีดยาชาเฉพาะจุดเพิ่มเติมบริเวณหลุมสิวที่ต้องการทำ
  3. ทำการเซาะพังผืด แพทย์จะใช้เข็มพิเศษสอดเข้าไปใต้ผิวหนังบริเวณขอบหลุมสิว จากนั้นจะขยับปลายเข็มเพื่อตัดหรือเซาะพังผืดที่ดึงรั้งหลุมสิวออก อาจมีเสียงกึกๆ หรือรู้สึกตึงๆ ขณะที่เข็มเซาะพังผืด
  4. กดห้ามเลือด หลังจากเซาะเสร็จ แพทย์จะใช้สำลีหรือผ้าก๊อซกดบริเวณที่ทำ เพื่อห้ามเลือดและลดอาการบวมช้ำ
  5. ดูแลหลังทำ แพทย์จะให้คำแนะนำในการดูแลตัวเองหลังทำ
  6. ระยะเวลาในการทำ ขึ้นอยู่กับจำนวนหลุมสิวและความซับซ้อน โดยทั่วไปใช้เวลาประมาณ 15-45 นาที

Subcision รักษาหลุมสิว รักษาหลุมสิวได้จริงมั้ย? ผลลัพธ์เป็นอย่างไร?

Subcision รักษาหลุมสิว สามารถรักษาหลุมสิวได้จริงและเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับหลุมสิวชนิด Rolling Scars ที่มีพังผืดเป็นสาเหตุหลัก ผลลัพธ์ที่ได้คือ:

  • หลุมสิวตื้นขึ้น: เมื่อพังผืดถูกตัดออก ผิวที่ถูกดึงรั้งจะคลายตัวและยกขึ้น ทำให้หลุมสิวดูตื้นขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
  • กระตุ้นการสร้างคอลลาเจน: การเซาะด้วยเข็มจะก่อให้เกิดการบาดเจ็บเล็กน้อยใต้ผิวหนัง ซึ่งกระตุ้นให้ร่างกายสร้างคอลลาเจนและเนื้อเยื่อใหม่มาเติมเต็มหลุมสิวอย่างต่อเนื่อง
  • ผิวเรียบเนียนขึ้น: เมื่อหลุมสิวตื้นขึ้น ผิวหน้าโดยรวมจะดูเรียบเนียนและสม่ำเสมอขึ้น
  • ผลลัพธ์ค่อนข้างถาวร: เนื่องจากเป็นการแก้ไขที่ต้นเหตุ (ตัดพังผืด) และกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใหม่ ทำให้ผลลัพธ์ที่ได้ค่อนข้างคงทน
  • การทำ Subcision เพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอสำหรับหลุมสิวทุกชนิด โดยทั่วไป แพทย์มักแนะนำให้ทำ Subcision รักษาหลุมสิว  ร่วมกับหัตถการอื่นๆ เพื่อผลลัพธ์ที่ดียิ่งขึ้น เช่น:
  • เลเซอร์รักษาหลุมสิว (Fractional CO2 Laser, Picosecond Laser, Fractional RF Microneedling): เพื่อกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนในผิวชั้นบนและผิวโดยรวม
  • การฉีดฟิลเลอร์/ไขมันตัวเอง: เพื่อเติมเต็มหลุมสิวให้ตื้นขึ้นทันทีหลังการเซาะพังผืด
  • TCA CROSS: สำหรับหลุมสิวแบบ Ice Pick ที่ลึกและแคบ

การรักษาแบบผสมผสาน (Combination Treatment) จะช่วยให้ได้ผลลัพธ์ในการรักษาหลุมสิวที่ครอบคลุมและมีประสิทธิภาพสูงสุด

ผลข้างเคียงและข้อควรระวังหลังทำ

  • อาการบวมช้ำ: เป็นผลข้างเคียงที่พบได้บ่อยที่สุด อาจมีรอยช้ำสีม่วงคล้ำหรือสีเขียวอมเหลืองบริเวณที่ทำ ซึ่งจะค่อยๆ จางหายไปเองภายใน 1-2 สัปดาห์
  • อาการบวมแดง: อาจมีอาการบวมแดงเล็กน้อยในบริเวณที่ทำ ซึ่งจะยุบลงภายในไม่กี่วัน
  • อาการปวด/ตึง: อาจรู้สึกปวดตึงหรือระบมเล็กน้อย สามารถรับประทานยาแก้ปวดเพื่อบรรเทาอาการได้
  • การติดเชื้อ: พบน้อยมาก หากทำในคลินิกที่ได้มาตรฐานและดูแลความสะอาดของแผลอย่างดี
  • รอยดำหลังการอักเสบ (Post-inflammatory Hyperpigmentation – PIH): อาจเกิดขึ้นได้ในบางราย โดยเฉพาะผู้ที่มีผิวคล้ำ หรือโดนแสงแดดจัดหลังทำ ซึ่งสามารถรักษาให้จางลงได้

การดูแลตัวเองหลังทำ Subcision

  • ประคบเย็น: ในช่วง 24-48 ชั่วโมงแรก เพื่อลดอาการบวมช้ำ
  • หลีกเลี่ยงการโดนน้ำ: ในบริเวณที่ทำ Subcision ในช่วง 24 ชั่วโมงแรก หรือตามคำแนะนำของแพทย์
  • ทำความสะอาดแผล: ตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด
  • หลีกเลี่ยงการกด นวด หรือบีบบริเวณที่ทำ: เพื่อป้องกันการอักเสบและการเคลื่อนตัวของเลือดคั่ง
  • หลีกเลี่ยงแสงแดดจัด: และทาครีมกันแดดที่มีค่า SPF สูงอย่างสม่ำเสมอ
  • งดแต่งหน้า: บริเวณที่ทำประมาณ 24 ชั่วโมง หรือจนกว่าแผลจะแห้ง
  • มาพบแพทย์ตามนัด: เพื่อติดตามผลการรักษา

สรุป

Subcision รักษาหลุมสิว เป็นหัตถการที่สำคัญและมีประสิทธิภาพอย่างยิ่งในการรักษาหลุมสิว โดยเฉพาะหลุมสิวที่มีพังผืดดึงรั้งอยู่ใต้ผิวหนัง การตัดพังผืดเหล่านี้จะช่วยให้หลุมสิวตื้นขึ้นอย่างเห็นได้ชัด และกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใหม่เพื่อเติมเต็มผิว แม้ว่าการทำ Subcision อาจมีอาการบวมช้ำหลังทำบ้าง แต่เป็นวิธีที่ให้ผลลัพธ์ที่ค่อนข้างถาวรและเป็นกุญแจสำคัญในการแก้ปัญหาหลุมสิวเรื้อรัง อย่างไรก็ตาม เพื่อผลลัพธ์ที่ดีที่สุด สิ่งสำคัญคือการ ปรึกษาแพทย์ผิวหนังผู้เชี่ยวชาญ เพื่อประเมินชนิดของหลุมสิว วางแผนการรักษาแบบผสมผสานที่เหมาะสมกับปัญหาผิวของคุณ และให้คำแนะนำในการดูแลตัวเองอย่างถูกต้อง เพื่อให้คุณได้ผิวหน้าที่เรียบเนียน และคืนความมั่นใจได้อย่างเต็มที่

One thought on “Subcision หลุมสิว คืออะไร? รักษาหลุมสิวได้จริงมั้ย?

  1. Pingback: วิตามินลดสิว กินแล้วดีจริงไหม? ควรเลือกแบบไหน?

ปิดความเห็นแล้ว

Doctor Tony Clinic
Privacy Overview

This website uses cookies so that we can provide you with the best user experience possible. Cookie information is stored in your browser and performs functions such as recognising you when you return to our website and helping our team to understand which sections of the website you find most interesting and useful.