Plinest นวัตกรรมฟื้นฟูผิวจาก DNA ปลาเทราต์ ช่วยเรื่องอะไรบ้าง?
เคยรู้สึกไหมว่า แม้จะพักผ่อนเพียงพอแล้ว แต่รอบดวงตา หรือบริเวณใต้ตายังดูหมองคล้ำ มีร่องลึก หรือทำให้ใบหน้าดูอ่อนล้า ไม่สดใส และยังดูมีอายุมากกว่าความเป็นจริง ปัญหาใต้ตาคล้ำ เบ้าตาลึก หรือดวงตาดูโบ๋ เป็นหนึ่งในปัญหาที่หลายคนกังวล เพราะเป็นจุดที่ส่งผลต่อภาพรวมของใบหน้าอย่างมาก
ปัจจุบันมีนวัตกรรมฟื้นฟูผิวที่ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อดูแลปัญหานี้โดยเฉพาะ หนึ่งในนั้นคือ Plinest เป็นโปรแกรมฟื้นฟูผิวหน้า ปัญหาใต้ตาลึก คล้ำ ช่วยบำรุงและฟื้นฟูผิวจากภายใน โดยเน้นการเสริมคุณภาพผิวให้แข็งแรง ชุ่มชื้น และดูอ่อนเยาว์มากขึ้น
บทความนี้ Doctor Tony Clinic จะพาคุณมาทำความรู้จักว่า โปรแกรมฟื้นฟูผิว คืออะไร ช่วยแก้ปัญหาใต้ตาและคุณภาพผิวได้อย่างไร รวมถึงเหมาะกับใครบ้าง?
- Plinest คืออะไร ?
- ทำงานอย่างไร ?
- เหมาะกับผู้ที่มีปัญหาผิวแบบไหน ?
- ข้อดีของโปรแกรม Plinest
- มีกี่รุ่น? แตกต่างกันอย่างไร?
- สามารถฉีดตรงไหนได้บ้าง ?
- เทคนิคการฉีดของแพทย์
- แพทย์ใช้เข็มอะไรในการฉีด?
- เห็นผลเมื่อไหร่?
- หลังฉีดสารกระตุ้นคอลลาเจนตัวอื่น สามารถฉีดได้ไหม ?
- ต่างกับโปรแกรมอื่นอย่างไร ?
- หากฉีดครบ 3 ครั้ง จะเห็นผลอย่างไร ?
- ข้อห้ามและข้อควรระวัง ?
- อาการที่อาจเกิดขึ้นหลังฉีด
- การดูแลตัวเองหลังฉีด
- FAQ
- สรุป
Plinest คืออะไร ?
เป็นโปรแกรมฟื้นฟูผิวที่ช่วยปรับคุณภาพผิวให้แข็งแรง ดูอ่อนวัย และมีความยืดหยุ่น โดยใช้สารสำคัญอย่าง PN หรือ Polynucleotides (PN-HPT™) ที่มีความบริสุทธิ์สูง ซึ่งเป็นสารสกัดโพลีนิวคลีโอไทด์จากต่อมสืบพันธุ์ของปลาเทราต์ที่มี DNA และได้รับการพัฒนาโดยบริษัท Mastelli จากประเทศอิตาลี
จุดเด่นของโปรแกรม Plinest
- เป็นสารที่มีความเข้มข้นสูง แต่มีความเข้ากันได้ดีกับผิวมนุษย์ เพราะสกัดมาจากปลาเทราต์ DNA มีความคล้ายมนุษย์มาก ทำให้เกิดอาการแพ้น้อยมาก ทั้งยังถูกออกแบบมาเพื่อการฟื้นฟูผิวโดยเฉพาะ ภายใต้กระบวนการผลิตที่ให้ความสำคัญกับความบริสุทธิ์
- เนื่องจากเป็นสารที่สกัดจาก DNA ของปลาเทราต์ที่เลี้ยงในระบบปิดแบบพิเศษ จึงสามารถควบคุมความสะอาดและคุณภาพได้อย่างเข้มงวดตลอดวงจรชีวิต รวมถึงการควบคุมคุณภาพน้ำ การควบคุมอาหาร การตรวจสอบการปนเปื้อนในด้านต่าง ๆ อย่างละเอียด
- สารสกัดจะถูกนำเข้าสู่กระบวนการ Highly Purified Technology (HPT™) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีการผลิตที่มีความละเอียดมาก ผ่านขั้นตอนมากกว่า 10 ขั้นตอน เพื่อให้ได้ PN ที่มีความบริสุทธิ์สูง ปราศจากโปรตีนและสิ่งแปลกปลอมที่อาจก่อให้เกิดการระคายเคือง
- เป็นสารที่มีคุณสมบัติ ชอบน้ำ (Hydrophilic) จึงช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิว ช่วยเติมเต็มผิวในลักษณะที่คล้ายกับการเสริมโครงสร้างผิว พร้อมทั้งช่วยกระตุ้นการสร้าง คอลลาเจน อีลาสติน และไกลโคซามิโนไกลแคน ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญของโครงสร้างผิว ทำให้ผิวดูแน่นฟู สุขภาพดี และให้ผลลัพธ์ที่ต่อเนื่องในระยะยาว
- และเมื่อฉีดเข้าไปใต้ชั้นผิวแล้ว โปรแกรมฟื้นฟูผิวนี้ ยังสามารถสลายได้เองตามธรรมชาติอีกด้วย
Plinest ทำงานอย่างไร ?
ทำงานโดยเข้าไปกระตุ้น Fibroblast ซึ่งเป็นเซลล์สำคัญที่มีบทบาทในการสร้างคอลลาเจน อีลาสติน และกรดไฮยาลูรอนิกในผิว เมื่อมีการฉีดเข้าสู่ผิว สาร PN-HPT™ จะช่วยกระตุ้นการทำงานของ Fibroblast ทำให้เกิดกระบวนการฟื้นฟูผิว ดังนี้
- ช่วยยับยั้งการทำงานของกระบวนการสร้างเม็ดสี Melanin จึงช่วยลดการเกิดความหมองคล้ำบริเวณใต้ตา พร้อมทั้งช่วยให้ผิวใต้ตาดูอิ่มฟู สดใสขึ้น ช่วยลดความโทรมของใบหน้า และปรับให้ผิวโดยรวมดูสว่างกระจ่างใสมากขึ้น
- ช่วยเพิ่ม Fibroblast ส่งผลให้เกิดการสร้างเซลล์ผิวใหม่
- ช่วยเพิ่มการสังเคราะห์คอลลาเจนและอีลาสติน ทำให้ผิวมีความยืดหยุ่น กระชับ และช่วยลดเลือนริ้วรอย
- ช่วยเพิ่มการสร้าง Fibronectin ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญในการจัดเรียงตัวของคอลลาเจน และช่วยให้เซลล์กับเนื้อเยื่อยึดเกาะกันได้ดีขึ้น
- ช่วยซ่อมแซมเนื้อเยื่อที่เสื่อมสภาพหรือได้รับความเสียหาย ให้กลับมาทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
- ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิว และช่วยให้พื้นผิวดูเรียบเนียนขึ้น เนื่องจาก PN-HPT™ มีคุณสมบัติในการอุ้มน้ำได้ดี
- ช่วยลดการอักเสบของผิว ต้านอนุมูลอิสระ และช่วยกำจัดของเสียรวมถึงสารพิษที่ตกค้างในผิว
เหมาะกับผู้ที่มีปัญหาผิวแบบไหน ?
เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการฟื้นฟูคุณภาพผิวให้แข็งแรง สุขภาพดี และดูอ่อนเยาว์ขึ้น โดยสามารถใช้ได้หลายบริเวณ เช่น ใบหน้า ลำคอ เนินอก ริมฝีปาก หลังมือ และหนังศีรษะ เหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาผิวดังต่อไปนี้
- ใต้ตาคล้ำ (Dark Circles) หรือเม็ดสีใต้ตาที่เกิดจากภูมิแพ้
- ผิวหมองคล้ำ ไม่สดใส
- จุดด่างดำ สีผิวไม่สม่ำเสมอ
- ผิวบอบบาง แพ้ง่าย
- ริ้วรอยเล็ก ๆ (Fine Lines)
- ริ้วรอยลึก (Wrinkle) เช่น ริ้วรอยที่เกิดจากภาวะดื้อโบท็อก
- ริ้วรอยรอบดวงตา
- ผิวหย่อนคล้อย ไม่กระชับ
- ผิวหลวม หรือผิวขาดความยืดหยุ่น
- ผิวแห้งกร้าน หรือผิวขาดน้ำ
- ผิวไม่เรียบเนียน
- รอยแผลเป็นจากสิว และหลุมสิว (Acne Scarring)
- รูขุมขนกว้าง
ข้อดีของโปรแกรม Plinest
เป็นโปรแกรมฟื้นฟูผิวที่ได้รับความสนใจอย่างมาก เนื่องจากมีจุดเด่นหลายด้าน ทั้งในเรื่องคุณภาพของสารสกัดและมาตรฐานการผลิต โดยข้อดีของโปรแกรมฟื้นฟูผิว ได้แก่
- มีงานวิจัยรองรับต่อเนื่องยาวนานกว่า 70 ปี และมีการศึกษามากกว่า 100 ฉบับที่สนับสนุนประสิทธิภาพและความปลอดภัยของตัวยา
- ผลิตด้วยเทคโนโลยี Highly Purified Technology (HPT™) ทำให้ได้ PN ที่มีความบริสุทธิ์สูง ลดโอกาสของสารปนเปื้อนและสารที่อาจก่อให้เกิดการแพ้
- ใช้ปลาเทราต์จากแหล่งควบคุมคุณภาพที่เลี้ยงในระบบปิด จึงช่วยควบคุมความสะอาดและลดความเสี่ยงของการปนเปื้อน
- ได้รับการรับรอง Class III Medical Device CE – 373 with EU CE Mark
- ได้รับการรับรองจากสถาบันสุขภาพแห่งชาติของประเทศอิตาลี
- ได้รับการรับรองมาตรฐานคุณภาพจาก EU CE / GMP / AIFA
- ได้รับการรับรอง ISO 13485 ด้านคุณภาพเครื่องมือแพทย์
- ได้รับการรับรอง ISO 9001 ด้านระบบบริหารคุณภาพ
- ไม่มีความเสี่ยงด้านพิษวิทยาเมื่อใช้ตามปริมาณที่กำหนด
Plinest มีกี่รุ่น? แตกต่างกันอย่างไร?
มี 2 รุ่นหลักๆ Plinest และ Plinest Fast
รายละเอียด | Plinest | Plinest Fast |
รุ่น | รุ่นปกติ | รุ่นสำหรับผิวบอบบาง |
ปริมาณ PN | 40 mg / 2 ml | 15 mg / 2 ml |
บริเวณที่เหมาะสำหรับฉีด | ใบหน้า | ใบหน้า ใต้ตา รอบดวงตา คอ หลังมือ หนังศรีษะ |
เหมาะกับปัญหาผิว | • ริ้วรอยเล็ก ๆ (Fine lines) • หลุมสิวและรอยสิว • รูขุมขนกว้าง • ผิวไม่เรียบเนียน • รอยดำจากสิว และรอยแผลเป็นจากสิวระดับกลาง–มาก • ผิวอ่อนแอ ผิวโทรม • ผิวแห้งกร้าน • การเตรียมผิวก่อนทำหัตถการ | • ริ้วรอยเล็ก ๆ (Fine lines)• ริ้วรอยลึก บริเวณรอบดวงตา • ฟื้นฟูผิวรอบดวงตาให้ยืดหยุ่นขึ้น • ลดรอยคล้ำใต้ตา • กระตุ้นเส้นผมให้แข็งแรงและหนาขึ้น |
จำนวนครั้งในการฉีด | ขึ้นอยู่กับการประเมินของแพทย์ เช่น • ผิวปกติ: ฉีด 3 ครั้ง ห่างกัน 2 สัปดาห์ – 1 เดือน • ฟื้นฟูชีวภาพ: ทุก 2–3 สัปดาห์ หรือทุก 1 เดือน รวม 3 ครั้ง • ผิวมีอายุ: ฉีด 4 ครั้ง ห่างกัน 3 สัปดาห์ – 1 เดือน • ลำคอ: ฉีด 3 ครั้ง ห่างกัน 3 สัปดาห์ – 1 เดือน • แผลเป็นจากสิว: ทุก 3 สัปดาห์ รวม 2 ครั้ง | ขึ้นอยู่กับการประเมินของแพทย์ เช่น • ผิวบอบบาง แพ้ง่าย: ฉีด 3 ครั้ง ห่างกัน 3 สัปดาห์ – 1 เดือน • รอบดวงตา: ฉีด 3 ครั้ง ห่างกัน 3 สัปดาห์ – 1 เดือน • เนินอก: ฉีด 3 ครั้ง ห่างกัน 3 สัปดาห์ – 1 เดือน • หลังมือ: ฉีด 3 ครั้ง ห่างกัน 3 สัปดาห์ – 1 เดือน • หนังศีรษะ: ฉีด 8 ครั้ง (4 ครั้งแรกทุก 2 สัปดาห์ และ 4 ครั้งถัดไปทุก 1 เดือน) |
สามารถฉีดตรงไหนได้บ้าง ?
สามารถฉีดได้หลายบริเวณ ขึ้นอยู่กับรุ่นของผลิตภัณฑ์และปัญหาผิวของแต่ละบุคคล โดยทั่วไปแพทย์จะเป็นผู้ประเมินว่าแต่ละตำแหน่งควรใช้รุ่นใด และใช้เทคนิคแบบใด เพื่อให้เหมาะกับสภาพผิวและผลลัพธ์ที่ต้องการ
บริเวณที่นิยมฉีด ได้แก่
- ใบหน้า
- รอบดวงตา
- ลำคอ
- หน้าอกหรือเนินอก
- หลังมือ
- หนังศีรษะ (ในบางกรณี ขึ้นอยู่กับการประเมินของแพทย์)
ที่ Doctor Tony Clinic การวางแผนการรักษาจะอยู่ภายใต้การประเมินของแพทย์ เพื่อเลือกบริเวณ รุ่นผลิตภัณฑ์ และจำนวนครั้งที่เหมาะสมกับแต่ละเคสอย่างละเอียด
เทคนิคการฉีดของแพทย์
ควรทำโดยแพทย์ที่มีความรู้ความเข้าใจในผลิตภัณฑ์ และผ่านการอบรมเทคนิคการฉีดอย่างเหมาะสม เนื่องจากในแต่ละบริเวณและแต่ละปัญหาผิว อาจต้องใช้เทคนิคที่แตกต่างกัน
แพทย์จะพิจารณาเลือกเทคนิคการฉีดตามปัจจัยต่าง ๆ เช่น
บริเวณที่ต้องการรักษา
- ความบางหรือความหนาของผิว
- ระดับปัญหาผิว
- เป้าหมายของผลลัพธ์ที่ต้องการ
จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมในแต่ละครั้ง ผู้เข้ารับบริการอาจพบว่าแพทย์เลือกใช้วิธีฉีดที่แตกต่างกัน ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติและขึ้นอยู่กับการประเมินทางการแพทย์
แพทย์ใช้เข็มอะไรในการฉีด?
สำหรับการฉีด สามารถใช้ได้ทั้ง เข็มปลายแหลม และ เข็มปลายทู่ ขึ้นอยู่กับเทคนิคของแพทย์ ตำแหน่งที่ฉีด และความเหมาะสมของแต่ละเคส
ผู้เข้ารับบริการไม่จำเป็นต้องกังวล หากในแต่ละครั้งแพทย์เลือกใช้เข็มหรือเทคนิคการฉีดที่แตกต่างกัน เพราะถือเป็นเรื่องปกติในการวางแผนการรักษา
Plinest เห็นผลเมื่อไหร่?
หลังฉีด โปรแกรมฟื้นฟูผิว ผิวจะเริ่มดูชุ่มชื้นและสดใสขึ้นภายในประมาณ 1-2 สัปดาห์ และจะเห็นผลชัดเจนมากขึ้นหลังทำต่อเนื่องประมาณ 2-3 ครั้ง เนื่องจาก โปรแกรม PN ช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและฟื้นฟูผิวจากภายใน
หลังฉีดสารกระตุ้นคอลลาเจนหรือหัตถการอื่น สามารถฉีด Plinest ได้หรือไม่ ?
สามารถฉีดร่วมในแผนการรักษากับโปรแกรมอื่นได้ แต่ควรอยู่ภายใต้การวางแผนโดยแพทย์
ในกรณีที่เคยได้รับการฉีดสารกระตุ้นคอลลาเจน เช่น Sculptra, Radiesse, โปรแกรม PCL รวมถึงหัตถการอื่นอย่างฟิลเลอร์หรือโปรแกรมฉีดโบ โดยทั่วไปสามารถฉีดได้ทั้งก่อนและหลัง แต่ควรมีการวางแผนช่วงเวลาที่เหมาะสม
แนวทางทั่วไปคือ
- หากเป็นกลุ่มสารกระตุ้นคอลลาเจน ควรเว้นระยะประมาณ 1 เดือน และไม่ควรฉีดผสมกัน
- หากเป็น โปรแกรมฉีดโบและฟิลเลอร์ ในหลายกรณีสามารถทำร่วมกับ โปรแกรม PN ได้ในวันเดียวกัน เนื่องจากแพทย์จะฉีดในคนละชั้นผิว
- หากต้องการเว้นระยะ สามารถเว้นห่างได้ประมาณ 2 สัปดาห์ถึง 1 เดือน
ทั้งนี้ รายละเอียดขึ้นอยู่กับตำแหน่งที่ฉีด ชนิดของหัตถการ และดุลยพินิจของแพทย์ผู้ดูแล
Plinest ต่างกับ Rejuran อย่างไร ?
หลายคนมักเปรียบเทียบ โปรแกรม PN กับโปรแกรมฟื้นฟูผิวอื่น ๆ เช่น Profhilo และ Rejuran ซึ่งแม้ว่าจะอยู่ในกลุ่มที่ช่วยปรับคุณภาพผิวเหมือนกัน แต่ก็มีจุดเด่นที่แตกต่างกัน
Plinest
ผลิตจาก Polynucleotide (PN) บริสุทธิ์ที่สกัดจากปลาเทราต์ ช่วยฟื้นฟูผิวได้อย่างครอบคลุม โดยเน้นการกระตุ้นการทำงานของเซลล์ไฟโบรบลาสต์ให้สร้างคอลลาเจน อีลาสติน และไฮยาลูรอนิกแอซิด ทำให้ผิวมีความยืดหยุ่นมากขึ้น รูขุมขนดูละเอียดขึ้น สีผิวดูสม่ำเสมอขึ้น และช่วยลดเลือนริ้วรอยเล็ก ๆ ได้อย่างชัดเจน
Profhilo
Profhilo ผลิตจาก Hyaluronic Acid (HA) บริสุทธิ์ความเข้มข้นสูง จุดเด่นคือการเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิวอย่างล้ำลึก ช่วยให้ผิวดูอิ่มน้ำ เรียบเนียน และลดริ้วรอยเล็ก ๆ เหมาะสำหรับผู้ที่มีผิวแห้ง ต้องการเติมน้ำให้ผิว หรืออยากให้ผิวดูสดใสขึ้น
Rejuran
Rejuran ผลิตจาก Polynucleotide (PDRN) หรือสารสกัดจาก DNA ปลาแซลมอน มีคุณสมบัติเด่นในด้านการซ่อมแซมเซลล์ผิวที่เสียหาย ลดการอักเสบ และกระตุ้นการสร้างเซลล์ใหม่ เหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาผิวจากสิว รอยแผลเป็น ผิวอ่อนแอ หรือผิวที่ถูกทำร้ายจากแสงแดดเป็นเวลานาน
ดังนั้น การเลือกใช้โปรแกรมใดจึงควรขึ้นอยู่กับปัญหาผิวของแต่ละคน และควรได้รับการประเมินโดยแพทย์ก่อนเสมอ
หากฉีดครบ 3 ครั้ง จะเห็นผลอย่างไร ?
เมื่อฉีดครบ 3 ครั้ง หลายคนจะเริ่มสังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงของคุณภาพผิวโดยรวมที่ดีขึ้นอย่างชัดเจน เช่น
ผิวมีความชุ่มชื้นมากขึ้น
- ผิวมีความยืดหยุ่นและความกระชับดีขึ้น
- ริ้วรอยเล็ก ๆ ดูตื้นขึ้น
- รอยแผลเป็นหรือรอยสิวดูจางลง
- สีผิวดูสม่ำเสมอขึ้น
- ผิวเรียบเนียนและดูเปล่งปลั่งขึ้น
- ภาพรวมของผิวดูอ่อนวัยมากขึ้น
ผลลัพธ์เหล่านี้เกิดจากการฉีด โดยจะเข้าไปกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน พร้อมทั้งช่วยฟื้นฟูโครงสร้างผิวในหลายด้าน ทั้งเรื่องความชุ่มชื้น ความยืดหยุ่น ความแข็งแรงของผิว และการซ่อมแซมผิวที่เสื่อมสภาพ
ข้อห้ามและข้อควรระวัง ?
แม้ว่าจะเป็นโปรแกรมฟื้นฟูผิวที่มีความปลอดภัยสูง แต่ก่อนเข้ารับบริการควรแจ้งประวัติสุขภาพและยาที่ใช้อยู่ให้แพทย์ทราบทุกครั้ง เพื่อให้แพทย์ประเมินความเหมาะสมอย่างรอบคอบ
อาจไม่เหมาะกับบุคคลต่อไปนี้
- อายุต่ำกว่า 20 ปี
- ผู้ที่มีประวัติแพ้รุนแรง (Anaphylactic Shock)
- ผู้ที่มีประวัติแพ้ปลา หรือผลิตภัณฑ์ที่สกัดจากปลา
- ผู้ที่มีการอักเสบหรือติดเชื้อรุนแรงบริเวณผิวหนัง
- ผู้ที่กำลังตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร
- ผู้ที่มีความผิดปกติเกี่ยวกับเลือดและองค์ประกอบของเลือด
- ผู้ที่อยู่ระหว่างรับประทานยาที่มีผลต่อการแข็งตัวของเลือด
- ผู้ป่วยมะเร็ง, ผู้ป่วยเบาหวาน, ผู้ป่วย SLE
- ผู้ที่มีโรคเกี่ยวกับภูมิคุ้มกันบกพร่อง
- ภาวะการแข็งตัวของเลือดผิดปกติ หรือมีเลือดออกง่าย
- สิวอักเสบรุนแรง การติดเชื้อ หรือการอักเสบในบริเวณที่ต้องการทำหัตถการ
ในกรณีที่มีโรคประจำตัวหรือกำลังอยู่ในระหว่างการรักษา ควรปรึกษาแพทย์ก่อนเสมอ
อาการที่อาจเกิดขึ้นหลังฉีด
หลังฉีด โปรแกรมฟื้นฟูผิว อาจมีอาการข้างเคียงเล็กน้อยซึ่งสามารถเกิดขึ้นได้ และโดยทั่วไปมักไม่เป็นอันตราย รวมทั้งไม่จำเป็นต้องได้รับการรักษาเพิ่มเติม อาการที่พบได้ เช่น
มีเลือดออกเป็นจุดเล็ก ๆ บริเวณรอยเข็ม
- มีผื่นเล็กน้อยบริเวณที่ฉีด
- มีอาการบวม หรือช้ำบริเวณที่ฉีด
- มีตุ่มเล็กน้อยบริเวณที่ฉีด ซึ่งมักคงอยู่ไม่เกิน 24 ชั่วโมง
การดูแลตัวเองหลังฉีด
เพื่อให้ผลลัพธ์เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและลดโอกาสการระคายเคือง ควรดูแลตัวเองหลังฉีดอย่างเหมาะสม ดังนี้
- หลีกเลี่ยงการสัมผัสหรือแต่งหน้าบริเวณที่ฉีดอย่างน้อย 12-24 ชั่วโมง เพื่อป้องกันการติดเชื้อหรือการอักเสบจากรูเข็ม
- หลีกเลี่ยงแสงแดดเป็นเวลา 48 ชั่วโมง เพื่อลดการระคายเคืองหลังทำ
- หากมีอาการบวม สามารถประคบเย็นบริเวณที่บวมได้
- อาจมีอาการเจ็บ บวม แดง หรือเขียวช้ำหลังฉีด ซึ่งเป็นอาการที่พบได้และมักหายเองภายใน 5-10 วัน
- หลีกเลี่ยงการออกกำลังกายหนัก 48 ชั่วโมงหลังฉีด
- ห้ามนวด ขยี้ กด หรือคลึงบริเวณที่ฉีดเป็นเวลา 2 สัปดาห์ เพื่อป้องกันการกระจายตัวของตัวยาหรือการอักเสบ
- หลีกเลี่ยงการอบไอน้ำ ซาวน่า และการแช่น้ำร้อนประมาณ 1-2 สัปดาห์
อย่างไรก็ตาม หากมีอาการผิดปกติที่รุนแรงกว่าปกติ ควรรีบแจ้งแพทย์ผู้ดูแลทันที เพื่อรับการประเมินและดูแลอย่างเหมาะสม
FAQ
หลังทำแล้วต้องพักฟื้นนานไหม?
อาจมีอาการบวมเล็กน้อยบริเวณที่ฉีด ซึ่งอาการเหล่านี้จะลดลงภายใน 24 ชั่วโมง หลังจากนั้นสามารถทำกิจวัตรประจำวันต่าง ๆ ได้ตามปกติ
ทำร่วมกับทรีตเมนต์อื่นได้ไหม?
Plinest สามารถใช้ร่วมกับเลเซอร์ ฟิลเลอร์ การผลัดเซลล์ผิว และทรีตเมนต์อื่น ๆ โดยแนะนำให้เว้นระยะ 2-3 สัปดาห์ จากผลการศึกษาพบว่า โปรแกรมฟื้นฟูผิว ช่วยเสริมประสิทธิภาพของการรักษาด้วยทรีตเมนต์และหัตถการอื่น ๆ ให้เห็นผลลัพธ์ได้อย่างรวดเร็วและยาวนานยิ่งขึ้น
Plinest เจ็บไหมขณะฉีด?
โดยทั่วไปขณะฉีดอาจรู้สึกเจ็บเล็กน้อยคล้ายการฉีดยาทั่วไป แต่ก่อนทำหัตถการแพทย์จะมีการทายาชาหรือใช้เทคนิคที่ช่วยลดความรู้สึกเจ็บ ทำให้ผู้เข้ารับบริการส่วนใหญ่สามารถทำได้อย่างสบาย และใช้เวลาไม่นาน
Plinest ต่างจากฟิลเลอร์อย่างไร?
เป็นสารที่ช่วย ฟื้นฟูคุณภาพผิวและกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน จากภายใน ในขณะที่ฟิลเลอร์ส่วนใหญ่จะเน้นการเติมเต็มเพื่อปรับรูปหน้าโดยตรง ดังนั้นโปรแกรมฟื้นฟูผิว จึงเหมาะสำหรับการปรับสภาพผิวให้แข็งแรง เรียบเนียน และดูอ่อนเยาว์มากขึ้น
สรุป
Plinest เป็นโปรแกรมฟื้นฟูผิวที่ช่วยดูแลคุณภาพผิวได้อย่างครอบคลุม ตั้งแต่เรื่องความชุ่มชื้น ความยืดหยุ่น ความแน่นกระชับ ริ้วรอย รูขุมขน ไปจนถึงปัญหาผิวหมองคล้ำและรอยแผลเป็นบางประเภท
ที่ Doctor Tony Clinic เราให้ความสำคัญกับการออกแบบการรักษาอย่างเหมาะสมในแต่ละบุคคล โดยมีแพทย์เป็นผู้ประเมินปัญหาผิว เลือกรุ่นผลิตภัณฑ์ เทคนิคการฉีด และจำนวนครั้งที่เหมาะสม เพื่อให้ผลลัพธ์ออกมาสอดคล้องกับสภาพผิวและความต้องการของผู้เข้ารับบริการมากที่สุด
เพราะการฟื้นฟูผิวที่ดี ไม่ใช่แค่เรื่องของความสวยงาม แต่คือการดูแลผิวอย่างเข้าใจและปลอดภัยในระยะยาว
ของคุณข้อมูลแหล่งอ้างอิง : เว็บไซต์ AESLA โปรแกรมฟื้นฟูผิว
